tsan_newsletter

วัฒนธรรมการให้กับวันแห่งความรัก

คอลัมน์พิเศษ

โดย ทร Rotterdam

คอลัมน์พิเศษประจำเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นเดือนแห่งความรัก คู่รักหลายๆคู่เฝ้ารอการมาของเดือนนี้มากสุดในรอบปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีซึ่งทั่วโลกได้ยอมรับวันนี้ว่าเป็นวันวาเลนไทน์ แต่ในประเทศไทยกลับแปลมันออกไปว่าเป็นวันแห่งความรัก จะว่าไปแล้วการแปลแบบนี้มันก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย หลายคนคงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าวันนี้มันมีความสำคัญอย่างไร ผมก็จะขอละไว้ในฐานที่เราเข้าใจกันว่ามันเป็นวันที่ St. Valentine เสียชีวิต แต่คอลัมน์พิเศษฉบับนี้เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องราวเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ในอีกมุมมองหนึ่งที่ผมเคยเห็นและรู้จักมานะครับ เรื่องที่ผมจะมาถ่ายทอดให้ฟังมันเป็นเรื่องค่านิยมที่ทำกันในวันวันนี้ครับ

อย่างแรกที่เราทุกคนคงเห็นกันอยู่ในวันวันนี้คือ มันเป็นเทศกาลแห่งการให้ โดยเฉพาะในฝั่งเอเชีย ที่เห็นได้ชัดคือในประเทศญี่ปุ่นหญิงสาววัยรุ่นจะมีการทำชอคโคเลทเพื่อมอบให้กับคนที่เธอรักหรือแอบชอบอยู่ ส่วนที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับเราก็น่าจะเป็นที่เมืองไทยนี่แหละครับ เทศกาลนี้มันทำให้ราคาของดอกกุหลาบแพงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ถ้าจะมองตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วมันน่าจะเพิ่มเพราะอุปสงค์ที่มีต่อดอกกุหลาบนั้นมีมากเกินไป ในช่วงก่อนวันวาเลนไทน์ตามตลาดดอกไม้จะคึกคักเป็นพิเศษ การไหลเวียนของเงินก็สูงเช่นกัน การที่ดอกไม้มียอดขายที่สูงมากโดยเฉพาะดอกกุหลาบสีแดงก็เพราะคนไทยมีวัฒนธรรมในการมอบดอกไม้ให้กับคนที่รักในวันนี้นี่เอง (เขียนไปก็นึกอิจฉาคนที่ได้รับเนอะ) ซึ่งจะมีการมอบให้กี่ดอกก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคนแหละครับ รวมไปถึงกำลังทรัพย์ด้วย

อีกวัฒนธรรมนึงที่เป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะในโรงเรียนมัธยมคือการติดสติกเกอร์รูปหัวใจให้กัน อันนี้ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนะว่าเขาทำกันทำไม ส่วนมากก็เป็นผู้หญิงที่ทำกันนะ ผู้ชายคนไหนในโรงเรียนที่หล่อและเท่ห์ก็ทำงานหนักกันหน่อยแล้วกันเพราะหลังเลิกเรียนก็ต้องไปนั่งแกะกันจนมือพัลวันกันเชียว ส่วนอย่างผมมีคนมาติดให้สักดวงก็ดีใจจนแทบไม่มีกะจิตกะใจเรียนกันเลย บางทีมันดูน้อยเกินไปก็ไปซื้อมาติดเองเลยแล้วกันจะได้ไม่อายเพื่อน ฮ่าๆๆๆ

และอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่วัยรุ่นไทยชอบทำกันก็คือ การเสียตัวให้กับแฟนเป็นครั้งแรกในวันนี้ เรื่องนี้มีผู้ใหญ่หลายท่านออกมาพูดว่ามันไม่เหมาะสมอย่างนู้นบ้างอย่างนี้บ้าง เรื่องนี้โดยส่วนตัวผมแล้วผมก็ไม่ได้คัดค้านหรือเห็นด้วยกับวัฒนธรรมนี้ไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ผมแต่รู้สึกว่าคนเราจะมีอะไรกันมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษยชน แต่ที่ผมกังวลในเรื่องนี้คือเด็กไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์อย่างถูกวิธีอันนี้มันยังน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากสังคมไทยยังมีความเชื่อเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดกัน อย่างเช่น เด็กประถมไม่ควรจะรู้เรื่องพวกนี้เพราะเขายังไม่ถึงวัยที่ควรรู้ ซึ่งในทางกลับกันเราน่าจะปลูกฝังการมีเซ็กซ์ที่ถูกวิธีกับเด็กตั้งแต่เล็กพอถึงช่วงที่เขาสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้เขาก็จะสามารถป้องกันได้

ผมเคยลองนั่งคุยกับเพื่อนผู้หญิงจำนวนหนึ่งว่า รู้สึกอย่างไรกับคำว่า ?เสียตัว? เพื่อนของผมเล่าให้ฟังว่าเธอไม่รู้สึกว่าเธอเสียอะไรเลย ถ้าคนที่เธอมีอะไรกันด้วยเป็นคนที่เธอรัก ในทางกลับกันเธอกับรู้สึกว่าไม่มีใครเสียทั้งฝ่ายชายและหญิงแต่ทั้งคู่กับได้ความสุขร่วมกันต่างหาก พอหันมาถามทางผู้ชายบ้างว่า จะรับได้ไหมถ้าแฟนตัวเองไม่บริสุทธิ์ เขาบอกว่ารับไม่ได้ ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าผมจะรับได้ไหม และคำตอบที่ผมได้ก็คือว่ายังไงก็ต้องรับได้อยู่แล้วเพราะว่าผู้หญิงคนหนึ่งก่อนที่เธอจะยอมเสียตัวให้ใครเธอก็ต้องมั่นใจในระดับหนึ่งว่าแฟนของเธอคือคนที่ใช่ แต่ถ้ามาวันหนึ่งมันไม่ใช่ขึ้นมาเธอก็ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว คำตอบนี้เป็นคำตอบเดียวกันกับที่เพื่อนผู้หญิงผมคิดเหมือนกัน

ยังไงแล้วในเดือนแห่งความรักเดือนนี้ผมก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขมากๆ พบเจอกับความรักที่อบอุ่น และที่สำคัญเรามาสร้างวัฒนธรรมใหม่ของวันนี้กันโดยการมอบความรักให้กับคนอื่นด้วยนอกเหนือไปจากแฟน เช่น พ่อแม่ เพื่อน ญาติพี่น้อง และประเทศชาติ เพราะความรักมันไม่ได้มีแต่คำว่าแฟนเท่านั้น จงให้ความรักกับสิ่งรอบตัวด้วยนะครับ