tsan_newsletter

หมอดูกับเศรษฐศาสตร์: ความเต็มใจจะจ่ายในการใช้บริการหมอดู

หมอดูกับเศรษฐศาสตร์: ความเต็มใจจะจ่ายในการใช้บริการหมอดู

การดูดวงกับหมอดูเป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะเคยผ่านประสบการณ์มาแล้วไม่มากก็น้อย จากวารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ฉบับล่าสุด นักเศรษฐศาสตร์จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA ได้ทำการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างตลาดหมอดู พฤติกรรมการดูดวง และปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจจะจ่ายในการดูดวง จากกลุ่มตัวอย่างชาวกทม.จำนวน 300 คน

งานวิจัยนี้ยังใช้เครื่องมือทางเศรษฐมิติ (แบบจำลอง Ordinary Least Square (OLS)) ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างความเต็มใจจะจ่าย กับปัจจัยทางด้านอุปสงค์ และปัจจัยด้านอุปทาน ปัจจัยด้านอุปสงค์คือ ปัจจัยที่จะส่งผลต่อความเต็มใจจะจ่ายที่มาจากฝ่ายผู้บริโภค เช่น เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประสบการณ์ โอกาสในการใช้บริการ ความเต็มใจจะจ่าย วัตถุประสงค์ในการใช้บริการเป็นต้น ปัจจัยด้านอุปทาน คือ ปัจจัยที่จะส่งผลต่อความเต็มใจจะจ่าย ที่มาจากฝ่ายผู้ให้บริการ เช่น อายุของหมอดู, เพศของหมอดู, วิธีการทำนาย, แหล่งของหมอดู, ลักษณะของหมอดู เป็นต้น

ลักษณะของโครงสร้างตลาดหมอดู มีลักษณะโครงสร้างตลาดเป็นแบบตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Market) คือ ตลาดที่ผู้ซื้อผู้ขายต่างเป็นรายเล็กๆ สินค้ามีความคล้ายคลึงกันแต่มีความแตกต่างในเชิงคุณภาพ และ branding ผู้ขายมีอำนาจในการกำหนดราคาเล็กน้อยเนื่องด้วยความจงรักภักดีต่อแบรนด์ และข้อมูลไม่สมบูรณ์ (imperfect information)

ในบางกรณีสำหรับกรณีตลาดหมอดูนี้ ผู้ขาย?(หมอดู)มีอำนาจในการกำหนดราคามากกว่าผู้ซื้อบริการหมอดู เพราะหมอดูแต่ละรายก็มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน ก็จะสามารถเรียกราคากับคนที่นิยมการดูหมอในแบบนั้นๆได้ นอกจากนี้ ในตลาดนี้มีเพียงหมอดูเท่านั้นที่รู้ข้อมูลที่แท้จริง ว่าการดูดวงนั้นเป็นของจริง แม่นหรือไม่แม่นอย่างไร โดยเฉพาะในการดูดวงครั้งแรก ผู้ซื้อจะมีข้อมูลที่สมบูรณ์ขึ้นและมีอำนาจในการกำหนดราคามากขึ้นหรือเลือกดูหมอดูได้อย่างถูกต้องมากขึ้นหลังจากผ่านการดูดวงครั้งแรกๆมาแล้วเท่านั้น

จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง พบสถิติที่น่าสนใจหลายประการ เช่น

- 58.33 % ของกลุ่มตัวอย่างเคยใช้บริการดูหมอดู ในกลุ่มนี้ 60% เป็นผู้หญิง

- ในทุกๆช่วงอายุมีคนใช้บริการมากกว่าคนที่ไม่ใช้

- คนโสดจะใช้บริการมากกว่า คนที่สมรสแล้ว หรือเป็นหม้าย/หย่า/หรือแยกกันอยู่ (56.57%, 40.57% และ 28.57% ตามลำดับ

- คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 5000 บาทต่อเดือนจะนิยมดูหมอดูน้อยกว่ากลุ่มอื่น

- คนส่วนใหญ่ที่เคยใช้บริการ จะใช้บริการตามโอกาส เช่น ตรวจดวงชะตาราศี ปรึกษาปัญหา ปัญหาการเงิน (คิดเป็น 52.57%) ใช้บริการเป็นประจำเพียง 6.86%

- สำหรับจุดประสงค์ของการดูหมอที่สำคัญคือ 1. เพื่อทดสอบว่าหมอดูนั้นแม่นจริงหรือไม่ (34.86%) 2. ปัญหาชีวิตที่ต้องการจะปรึกษาจริงๆ (20%)

- คนที่มีความเชื่อต่อโหราศาสตร์และคำทำนาย จะมีความเต็มใจจะจ่ายมากกว่าคนที่ไม่เชื่อ

- ปัจจัยด้านอุปทานไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความเต็มใจจะจ่าย

นอกจากนี้ การศึกษานี้ยังพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่าง รายได้ของผู้บริโภคกับระดับราคาที่ยินดีจะจ่ายเพื่อซื้อบริการดูดวงอีกด้วย โดยพบว่า ในช่วงที่ผู้บริโภคมีรายได้ระหว่าง 5000 บาท ถึง 30,000 บาทต่อเดือนนั้น การดูดวงมีลักษณะเป็นสินค้าปกติ หรือ Normal Goods คือ เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีปริมาณความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อรายได้สูงเกิน 30,000 บาทต่อเดือน การดูดวงกลายเป็นสินค้าด้อย (Inferior Goods) คือ สินค้าที่แม้ผู้บริโภคจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคกลับมีปริมาณความต้องการบริโภคน้อยลง

ในฐานะนักวิชาการ ผู้เขียนเห็นว่าการศึกษานี้เป็นจุดเริ่มของการศึกษาอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริการด้านนี้ มิใช่แค่ในมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงมิติทางด้านจิตวิทยา มานุษยวิทยา และสังคมวิทยาอีกด้วย นอกจากนี้ยังอาจจะนำไปสู่นัยยะในทางปฏิบัติหรือในเชิงนโยบายที่จะกระตุ้นและย้ำเตือนให้ผู้ใช้บริการซื้อบริการอย่างเหมาะสม และนำไปสู่นโยบายที่จะคุ้มครองผู้บริโภคที่อาจประสบปัญหาจากการซื้อบริการดูดวงได้ ในอีกมุมหนึ่ง อัตราการใช้บริการการดูดวงก็อาจจะสามารถเป็นตัวแปรที่สะท้อนถึงความมั่นคงหรือไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของผู้คนได้เช่นกัน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังคงต้องการการศึกษาต่อไป

 

อ้างอิง 

พิริยะ ผลพิรุฬห์ และ ศศินีย์ ศักดากรกุล (2010). ความเต็มใจจะจ่ายในการใช้บริการหมอดู (Willingness to Pay for the Fortune Teller). วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 2 มิถุนายน  2553

 สามารถ download PDF file ของบทความนี้ได้ที่นี่